บทที่ 6 ตอนที่ 5: หุบเขาคนโฉด

ตอนที่ 5: หุบเขาคนโฉด

ป่าดิบชื้นแห่งเทือกเขาหลงซานเปรียบดั่งเขาวงกตที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อกลืนกินผู้พลัดหลง ยิ่งลึกเข้าไป แสงตะวันที่เคยสาดส่องก็ยิ่งถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาประสานกันจนหนาทึบ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าปกคลุมไปด้วยซากใบไม้ทับถมที่ส่งกลิ่นเหม็นอับชื้น เห็ดราสีสันฉูดฉาดที่แฝงไปด้วยพิษร้ายผุดขึ้นตามโขดหิน

การเดินทางผ่านหุบเขาในวันที่สองเต็มไปด้วยความยากลำบาก มู่หรงหนิงอันอาศัยไม้เท้าที่เหลาจากกิ่งไม้เนื้อแข็งคอยพยุงร่างที่บอบช้ำ ทุกย่างก้าวของนางเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มกรอบหน้า แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่นางก็ยังคงกัดฟันทน ไม่ยอมปริปากขอร้องให้ผู้ใดหยุดพัก

อู๋หมิง ผู้นำแห่งหอปรโลก เดินนำหน้าอยู่ห่างออกไปราวสามช่วงตัว แม้จะเพิ่งฟื้นตัวจากพิษร้าย ทว่าลมปราณและพละกำลังของเขากลับฟื้นฟูได้รวดเร็วจนน่าตระหนก เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านเพื่อระแวดระวังภัย ทว่าในขณะเดียวกัน ประสาทสัมผัสของเขาก็คอยจับจังหวะการก้าวเดินของสตรีที่อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา

เขาผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน สตรีที่เขาเคยพบเจอ หากไม่อ่อนแอบอบบางจนต้องพึ่งพาบุรุษ ก็เป็นนักฆ่าหญิงที่ถูกฝึกฝนมาให้ไร้ความรู้สึก ทว่าสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และอ้างตัวว่าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านผู้นี้ กลับมีความเด็ดเดี่ยวที่สตรีในห้องหอไม่มี และมีกลิ่นอายความลึกลับที่แม้แต่นักฆ่ายังต้องยำเกรง

"อีกครึ่งชั่วยามจะถึงปากทางเข้าหุบเขาคนโฉด" อู๋หมิงเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท "ที่นั่นเป็นช่องเขาแคบและเต็มไปด้วยโจรป่าที่หนีคดีอาญามาหลบซ่อนตัว หอเงาอาจไม่ได้ส่งคนตามเข้ามาในป่าลึก แต่พวกโจรป่าเหล่านี้จมูกไวยิ่งกว่าสุนัขล่าเนื้อ หากพวกมันได้กลิ่นสตรี ย่อมไม่ปล่อยพวกเจ้าผ่านไปง่ายๆ"

หนิงอันหยุดชะงัก นางใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมเข้าตา "หุบเขาคนโฉด... ข้าเคยได้ยินมาว่าที่นั่นเป็นเขตไร้กฎหมาย แม้แต่ทหารของทางการก็ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไป ท่านผู้นำอู๋หมิง ในเมื่อท่านรับปากจะคุ้มครองพวกข้า ท่านย่อมมีวิธีผ่านทางไปโดยไม่ต้องปะทะใช่หรือไม่"

อู๋หมิงหันกลับมามองสตรีตรงหน้า มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย "หากเป็นตัวข้าเพียงลำพัง การฝ่าดงโจรนับร้อยย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าตอนนี้ข้ามีสตรีอ่อนแอถึงสองคนเป็นภาระ ซ้ำข้าเพิ่งถูกพิษ ลมปราณยังฟื้นฟูได้ไม่ถึงเจ็ดส่วน การปะทะย่อมทำให้พวกเจ้าตกอยู่ในอันตราย"

"เช่นนั้นท่านมีแผนการใด" หนิงอันถามกลับ สายตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นในการประเมินสถานการณ์

"พวกเราจะต้องรอให้พระอาทิตย์ตกดินเสียก่อน โจรป่าเหล่านี้มักจะสังสรรค์ร่ำสุรากันในยามวิกาล เมื่อพวกมันเมามาย การลอบผ่านช่องเขาไปย่อมง่ายดายขึ้น" อู๋หมิงชี้มือไปยังเพิงหินขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกเล็กๆ "พวกเราจะพักที่ถ้ำหลังน้ำตกนั่นจนกว่าจะพลบค่ำ"

ชุยจู๋ที่เดินรั้งท้ายแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินคำว่า 'พัก' นางรีบประคองนายหญิงให้เดินตรงไปยังเพิงหินนั้นทันที

เมื่อเข้าไปภายในถ้ำ หนิงอันก็ทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินเรียบ นางหลับตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก มือบางวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มปวดหน่วงอีกครั้ง การเดินทางที่ยาวนานเกินไปกำลังส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์

"ชุยจู๋... นำสมุนไพรในหีบออกมาให้ข้าที" หนิงอันเอ่ยเสียงแผ่ว

สาวใช้รีบเปิดหีบไม้ หยิบห่อผ้าที่บรรจุรากไม้และใบหญ้าแห้งส่งให้นายหญิง หนิงอันเลือกหยิบรากโสมป่าที่นางแอบเก็บซ่อนไว้จากจวนอ๋องออกมาฝานเป็นแผ่นบางๆ สองสามชิ้น อมไว้ใต้ลิ้นเพื่อเรียกกำลังและบำรุงเลือด จากนั้นนางจึงนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์สงบจิตและคลายกล้ามเนื้อมาบดหยาบๆ

อู๋หมิงยืนกอดอกพิงผนังถ้ำ ทอดสายตามองทุกการกระทำของนางอย่างเงียบๆ "สมุนไพรในหีบของเจ้า มีแต่ของล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้ตามร้านขายยาทั่วไป รากโสมป่าอายุร้อยปี... บัวหิมะพันปี... แม้แต่หมอหลวงในวังก็ยังยากจะได้ครอบครอง เจ้าจะบอกข้าว่าเจ้าเป็นเพียงหมอหญิงชาวบ้านที่บังเอิญเก็บของเหล่านี้ได้จากในป่ากระนั้นหรือ"

คำถามที่แทงใจดำทำให้มือที่กำลังบดยาของหนิงอันชะงักไปเล็กน้อย ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็กลับมาทำสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม

"ของล้ำค่า ย่อมคู่ควรกับผู้ที่รู้จักคุณค่าของมัน" หนิงอันตอบกลับโดยไม่เงยหน้า "ท่านผู้นำอู๋หมิงเป็นถึงจ้าวแห่งโลกใต้ดิน กุมอำนาจเครือข่ายนักฆ่าและหอข่าวกรองที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าหอเงา ท่านคงเคยเห็นของมีค่ามานับไม่ถ้วน เหตุใดจึงต้องมาใส่ใจกับสมุนไพรไม่กี่ชิ้นของสตรีหลบหนีเช่นข้าด้วยเล่า"

"ข้าไม่ได้สนใจสมุนไพร" อู๋หมิงก้าวเดินเข้ามาใกล้นาง ย่อตัวลงจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน "ข้าสนใจผู้ที่ครอบครองมันต่างหาก สตรีที่สามารถผสมยาพิษคร่าวิญญาณสลายปราณได้ในพริบตา สตรีที่รู้จุดฝังเข็มสกัดพิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณ... วิชาแพทย์ของเจ้า ล้ำลึกจนข้าอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าอาจเป็นทายาทของตระกูลแพทย์บรรพกาลที่เร้นกายจากยุทธภพไปนานแล้ว"

หนิงอันช้อนตามองบุรุษเบื้องหน้า ดวงตาสีดำขลับของนางประสานกับดวงตาคมกริบของเขา ในโลกใต้ดินที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจระหว่างหอปรโลกและหอเงา การเปิดเผยตัวตนอาจนำมาซึ่งหายนะ ทว่าในขณะเดียวกัน การแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ประเมินไม่ได้ ก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดีเช่นกัน

"ท่านรู้หรือไม่ว่า พิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณที่ท่านโดนเข้าไป เป็นเพียงส่วนผสมที่ยังไม่สมบูรณ์" หนิงอันเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างชาญฉลาด "หากผู้ที่ลงมือวางพิษท่าน ใส่ 'ดีงูทับสมิงคลา' ลงไปผสมด้วย เลือดของท่านจะจับตัวเป็นก้อนภายในสามก้าว ไม่ใช่เจ็ดก้าว และต่อให้ข้ามีเข็มเงินกี่สิบเล่ม ก็ไม่อาจยื้อชีวิตท่านจากพญายมได้"

อู๋หมิงหรี่ตาลง ความประหลาดใจพาดผ่านใบหน้าของเขา "เจ้ารู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้... หอเงาเป็นผู้ลอบกัดข้า พวกมันใช้หน้าไม้พิษซุ่มยิงระหว่างที่ข้ากำลังเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อสืบข่าวบางอย่าง"

"หอเงา..." หนิงอันแค่นยิ้มหยัน "หลิงเทียนซูคงกำลังขยายอำนาจ เพื่อกวาดล้างหอปรโลกของท่านให้สิ้นซากกระมัง"

"หึ จอมอ๋องผู้นั้นมักใหญ่ใฝ่สูง คิดว่าตนเองสามารถกุมชะตาของทุกชีวิตในแผ่นดินได้" น้ำเสียงของอู๋หมิงเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่หยั่งรากลึก "แต่เขาประเมินหอปรโลกต่ำเกินไป ข้าเพียงแค่พลาดท่าเพราะสายลับหนอนบ่อนไส้ หากข้ากลับไปถึงฐานที่มั่นเมื่อใด บัญชีเลือดครั้งนี้ ข้าจะทวงคืนจากหอเงาให้สาสม"

"เช่นนั้นก็ถือว่าสวรรค์มีตา ที่ส่งท่านมาพบข้า" หนิงอันเอ่ยเสียงเรียบ นางตักน้ำยาสีน้ำตาลอ่อนที่ต้มเสร็จแล้วใส่ชามดินเผา ยื่นส่งให้เขา "ดื่มเสีย ยานี้จะช่วยประสานเส้นลมปราณที่บอบช้ำของท่านให้ทำงานได้เต็มที่อีกครั้ง คืนนี้ท่านจะต้องใช้กำลังเพื่อพาพวกเราฝ่าหุบเขาคนโฉด ข้าไม่ต้องการให้ผู้คุ้มกันของข้าต้องมาหมดสติกลางทาง"

อู๋หมิงรับชามยามาถือไว้ กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยแตะจมูก เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างค้นหา ความเยือกเย็น ความฉลาดหลักแหลม และวิชาแพทย์ที่ไร้ที่ติของนาง ทำให้เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของเขา

"เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า... ว่าเจ้ามีความแค้นอันใดกับหลิงเทียนซู" เขาถามย้ำ

หนิงอันลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ที่ปากถ้ำ ทอดสายตามองสายน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกราก แววตาของนางหม่นหมองลงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า

"เขาพยายามจะพรากสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตข้าไป เพื่อสังเวยให้กับความจอมปลอมและสตรีที่เขารัก" หนิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น "เขาคิดว่าข้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่สามารถบดขยี้ได้ตามใจชอบ แต่ข้าจะพิสูจน์ให้เขาเห็น ว่าหมากที่เขาโยนทิ้ง จะกลายเป็นคมหอกที่ทิ่มแทงอำนาจของเขาในวันข้างหน้า!"

อู๋หมิงมองแผ่นหลังที่บอบบางทว่าตั้งตรงของนาง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจ มันไม่ใช่ความรักใคร่ชู้สาว แต่เป็นความชื่นชมและยอมรับในฐานะ 'ผู้แข็งแกร่ง' ด้วยกัน

"น่าสนใจ..." อู๋หมิงพึมพำกับตนเอง เขาเตะตะเกียงไฟให้ดับลงเพื่อพรางแสง "หากเจ้าปรารถนาจะเหยียบย่ำหลิงเทียนซู หอปรโลกของข้า ก็ยินดีที่จะเป็นคมดาบให้เจ้าได้ยืมใช้"

ในขณะเดียวกัน ณ เมืองชายแดนผิงเหยา ทางทิศตะวันตก

กำแพงเมืองที่สร้างจากศิลาแลงตั้งตระหง่านท้าทายสายลมหนาว เมืองผิงเหยาเป็นด่านปราการสุดท้ายก่อนจะข้ามเข้าสู่แคว้นเว่ย ที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าเร่ ทหารรักษาการณ์ และสายลับที่แฝงตัวอยู่ทุกหัวระแหง

ภายในจวนว่าการเมือง บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด หลิงเทียนซูนั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ประธาน ชุดคลุมสีดำสนิทปักลวดลายพยัคฆ์เหินด้วยดิ้นทองสะท้อนแสงเทียนวาววับ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองแผนที่หนังสัตว์ที่กางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า

"เรียนท่านอ๋อง กองกำลังหอเงาได้กระจายกำลังปิดล้อมด่านตรวจทุกแห่งในรัศมีร้อยลี้ของเมืองผิงเหยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะปลอมตัวแนบเนียนเพียงใด ก็ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของพวกเราไปได้" นายกองหอเงาคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"อย่าประมาท" หลิงเทียนซูเอ่ยเสียงเย็น "สตรีผู้นี้มีความรู้เรื่องสมุนไพรและพิษร้ายเกินกว่าที่พวกเจ้าจะคาดเดา นางสามารถล้มยอดฝีมือของข้าได้เพียงแค่ใช้ผงยาไม่กี่ชนิด สั่งการลงไป ให้ทหารทุกนายพกผ้าชุบน้ำส้มสายชูและยาสมุนไพรถอนพิษติดตัวไว้ตลอดเวลา หากพบเห็นสตรีต้องสงสัย ห้ามเข้าไปใกล้เกินระยะหนึ่งจั้ง ให้ใช้หน้าไม้จับกุมตัวนางเท่านั้น"

"รับบัญชา!"

หลิงเทียนซูใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามเส้นทางบนแผนที่ นิ้วของเขาหยุดลงตรงบริเวณที่ทำเครื่องหมายกากบาทสีแดง ซึ่งระบุตำแหน่งของ 'หุบเขาคนโฉด'

"จากเส้นทางที่นางหนีเข้าป่าหลงซาน ทางออกเดียวที่จะมาถึงด่านชายแดนได้ คือต้องผ่านหุบเขาคนโฉดแห่งนี้" หลิงเทียนซูพึมพำ ดวงตาของเขาหรี่แคบลง "ที่นั่นเป็นแหล่งรวมเศษเดนมนุษย์ สตรีที่อุ้มท้องและไร้ทางสู้เช่นนาง ไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือพวกมันไปได้เว้นเสียแต่..."

ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของจอมอ๋องทมิฬ นางอาจไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง!

สตรีที่เพิ่งก่อเรื่องเผาจวนและหลบหนี จะไปหาผู้คุ้มกันที่เก่งกาจพอจะต้านทานโจรป่าและหอเงามาจากที่ใดกัน? นอกเสียจากว่า... นางจะไปจับมือกับขั้วอำนาจอื่น!

"มีรายงานความเคลื่อนไหวของอู๋หมิง ผู้นำหอปรโลกบ้างหรือไม่" หลิงเทียนซูถามขึ้นกะทันหัน

นายกองหอเงาสะดุ้งเล็กน้อย "เอ่อ... สายลับของเราที่ซุ่มโจมตีอู๋หมิงรายงานว่า เขาถูกพิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณและหลบหนีเข้าไปในเทือกเขาหลงซานเมื่อสองวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ บาดแผลฉกรรจ์และพิษร้ายแรงเช่นนั้น คาดว่าป่านนี้คงกลายเป็นศพไปแล้ว..."

เพล้ง!

ถ้วยชาดินเผาถูกปาอัดกำแพงแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลิงเทียนซูลุกขึ้นยืนอย่างเกรี้ยวกราด รังสีสังหารแผ่ซ่านจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบทะลุกระดูก

"พวกโง่เง่า! พิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณอาจฆ่าคนธรรมดาได้ แต่กับสตรีที่มีบัวหิมะพันปีและรู้วิชาแพทย์ลึกล้ำ นางย่อมมีวิธีถอนพิษ!" หลิงเทียนซูคำราม "มู่หรงหนิงอันหนีเข้าเทือกเขาหลงซาน อู๋หมิงก็หนีเข้าเทือกเขาหลงซาน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! สตรีแพศยา... นางกล้าหันไปพึ่งพาศัตรูคู่แค้นของข้า เพื่อหลบหนีจากข้ากระนั้นหรือ!"

ความหึงหวงที่ถูกปิดบังไว้ภายใต้ความโกรธแค้นปะทุขึ้นอย่างรุนแรง หลิงเทียนซูไม่เคยรู้สึกสูญเสียการควบคุมเช่นนี้มาก่อน การที่สตรีของเขา... ชายาเอกของเขา... หอบลูกในท้องหนีไปซบศัตรู เป็นการหยามเกียรติจอมอ๋องเช่นเขาอย่างถึงที่สุด

"เตรียมม้า! ข้าจะนำกำลังบุกหุบเขาคนโฉดคืนนี้! ข้าจะไปสับอู๋หมิงให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น และลากคอสตรีทรยศผู้นั้นกลับมารับโทษด้วยมือของข้าเอง!"

ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ดวงจันทร์เสี้ยวถูกเมฆดำบดบังจนมิด หุบเขาคนโฉดที่เคยเงียบสงบในยามกลางวัน บัดนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกักขฬะ กลิ่นสุราหมักราคาถูก และแสงไฟจากคบเพลิงที่ลุกโชนอยู่ตามรายทาง

อู๋หมิงนำทางหนิงอันและชุยจู๋ลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชันที่ขนาบข้างช่องเขาแคบๆ เบื้องล่างคือค่ายของพวกโจรป่าที่กำลังตั้งวงดื่มกินกันอย่างเมามัน การเดินบนหน้าผาในความมืดที่ไร้แสงจันทร์นั้นอันตรายถึงชีวิต เพียงก้าวพลาดก้าวเดียว ร่างก็อาจร่วงหล่นลงไปแหลกเหลวเบื้องล่าง

"จับเชือกนี่ไว้ให้แน่น" อู๋หมิงโยนปลายเชือกป่านที่เขาผูกไว้กับเอวให้หนิงอัน "เหยียบตามรอยเท้าของข้า อย่ามองลงไปข้างล่าง"

หนิงอันรับเชือกมาพันรอบมือ นางสูดหายใจลึกเพื่อระงับความสั่นกลัวในใจ ความสูงชันและอากาศที่เบาบางบนหน้าผาก็ทำให้นางรู้สึกหน้ามืดได้ง่ายๆ ยิ่งอายุครรภ์เริ่มเข้าสู่เดือนที่สอง ร่างกายก็ยิ่งอ่อนไหว

พวกเขาลอบเดินไต่หน้าผาผ่านค่ายโจรไปได้อย่างเงียบกริบ จนกระทั่งเกือบจะพ้นเขตแดนของหุบเขา เสียงก้อนหินกรวดร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างก็ดังขึ้น!

ครืด... แกรกๆๆ!

ชุยจู๋ที่เดินรั้งท้ายสุดก้าวพลาดไปเหยียบก้อนหินที่ร่วนซุย หินก้อนนั้นร่วงตกลงไปกระทบกับเพิงไม้ของโจรป่าเบื้องล่างเสียงดังสนิท

"ใครวะ! อยู่บนหน้าผานั่น!" เสียงตะโกนดุดันดังขึ้นจากด้านล่าง ตามมาด้วยเสียงชักดาบและเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามา

"บัดซบ!" อู๋หมิงสบถ เขาหันขวับกลับมาดึงเชือกอย่างแรงเพื่อช่วยประคองชุยจู๋ไม่ให้ร่วงลงไป "พวกมันรู้ตัวแล้ว รีบวิ่งไปที่ปากถ้ำข้างหน้าเร็วเข้า!"

คบเพลิงนับสิบดวงถูกจุดสว่างวาบขึ้นเบื้องล่าง ธนูหลายดอกแหวกอากาศพุ่งทะยานขึ้นมายังหน้าผามืดมิด อู๋หมิงชักดาบออกจากฝัก ตวัดปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเป้ามายังหนิงอันและชุยจู๋ด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายไฟจากการปะทะของโลหะสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด

"ทางนี้!" หนิงอันตะโกน นางเห็นโพรงหินขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์ นางรีบผลักชุยจู๋เข้าไปด้านใน แล้วหันกลับมาดึงแขนอู๋หมิงให้หลบตามเข้ามา

ลูกธนูดอกหนึ่งเฉี่ยวไหล่ซ้ายของอู๋หมิงไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เขาพุ่งตัวกลิ้งหลบเข้ามาในโพรงหินได้อย่างหวุดหวิด

เสียงฝีเท้าของพวกโจรป่ากำลังไต่หน้าผาตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อู๋หมิงกระชับดาบในมือแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด ทว่าหนิงอันกลับคว้าแขนของเขาไว้

"ถ้ำนี้เป็นถ้ำปิด หากท่านสู้ที่นี่ พวกเราจะถูกรุมล้อมจนตาย" หนิงอันเอ่ยเสียงกระซิบที่หนักแน่นและเยือกเย็น นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบขวดกระเบื้องสีแดงเลือดหมูออกมา

"เจ้าจะใช้พิษอีกแล้วหรือ" อู๋หมิงเลิกคิ้ว

"นี่ไม่ใช่พิษธรรมดา" หนิงอันเผยรอยยิ้มที่อันตรายยิ่งกว่ามัจจุราช "นี่คือ 'ผงเพลิงกัมปนาท' ที่ข้าใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ติดไฟง่ายบดผสมกับแร่บางชนิดในป่า หากมันปะทะกับประกายไฟ... จะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง"

นางเปิดจุกขวด เทผงสีแดงเทาลงบนเศษผ้าแห้ง ผูกเป็นห่อเล็กๆ ก่อนจะส่งมันให้อู๋หมิง

"ท่านมีกำลังภายในเป็นเลิศ โยนห่อผ้านี้ลงไปที่กองไฟกลางค่ายโจรเบื้องล่างให้แม่นยำที่สุด แรงระเบิดจะทำให้พวกมันชะงักและเกิดความโกลาหล เราจะอาศัยจังหวะนั้นทะลวงฝ่าออกไป!"

อู๋หมิงรับห่อผ้านั้นมา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง สตรีผู้นี้... ไม่ใช่แค่หมอเทวดา แต่เป็นกุนซือจอมวางแผนที่ใช้ความรู้ทางการแพทย์และธรรมชาติมาเป็นอาวุธสงครามได้อย่างน่าสะพรึงกลัว!

"หลิงเทียนซู... เจ้าช่างโง่เขลานัก ที่ปล่อยสตรีเช่นนี้ให้หลุดมือมาได้" อู๋หมิงพึมพำกับตนเอง ก่อนจะโคจรลมปราณไปที่แขนขวา เล็งเป้าหมายไปยังกองไฟใหญ่เบื้องล่าง แล้วซัดห่อผ้าพิฆาตออกไปด้วยความรุนแรงดุจดาวตก!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป